แผนงานวิจัยนโยบายอาหารและโภชนาการ เพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ

Food and Nutrition Policy for Health Promotion

Back to Top

เสนอเก็บภาษีอาหารโชนาการเกินรับเออีซี.

Author: FHP Admin

Year: 2013

Category: Nutrition

Source: เดลินิวส์ 2556 มกราคม 22; หน้า 8.

Keywords:

จำนวนผู้เข้าชม: 1058

แม้การเปิด ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (Asean Economic Community) ในหรือเออีซี ปี 2558 สมาชิกประเทศทั้ง 10 ประเทศจะเน้นหนักในการร่วมมือกันเพื่อสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจเป็นหลักแต่ประเด็นรองเรื่องความร่วมมือทางสุขภาพอนามัยจำเป็นต้องเดินคู่กันไป เพราะเมื่อประชากรของกลุ่มสมาชิกมีสุขภาพแข็งแรงไม่ป่วยจะช่วยเป็นกำลังสำคัญของการสร้างเศรษฐกิจที่แข็งแรงให้ภูมิภาคอาเซียนได้ สุขภาพของคนในชาติจะแข็งแรงหรือไม่นั้นคืออยู่กับอาหารและพฤติกรรมการกินเป็นสำคัญ แผนงานวิจัยอาหารและโภชนาการเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (Food andNutrition Policy for Health Promotion : FHP) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดประชุมประจำปีครั้งที่ 1 ของแผนงาน FHP ในหัวข้อ การจัดการปัญหาพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพในยุคประชาคมอาเซียนไทยพร้อมหรือยัง ณ โรงแรมชาเทรียม ริเวอร์ไซด์ ถนนเจริญกรุง

นพ.ภูษิต ประคองสาย ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ กล่าวในงานประชุมฯ ว่า ในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงโภชนาการอย่างรวดเร็ว คนไทยนิยมบริโภคอาหารประเภทเนื้อสัตว์มากกว่าข้าว รวมถึงอาหารที่มีน้ำตาลและเกลือสูงขึ้น ทำให้เกิดภาวะโภชนาการเกิน เกิดโรคอ้วนจำนวนมาก การเปิดเสรีอาเซียนในปี 2558 นั้น จำเป็นต้องสร้างความร่วมมือ เพื่อให้มีการจัดการปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในด้านโภชนาการร่วมกัน การประชุมนี้จึงถือเป็นการเชื่อมภาครัฐ องค์กรอิสระ ธุรกิจ และวิชาการ เพื่อหารือแนวทางรับมือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

รศ.ดร.วิสิฐ จะวะสิต ผู้อำนวยการสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ควรมีมาตรการป้องกันร่วมกันในเรื่องความปลอดภัยของอาหาร และสร้างมาตรฐานโภชนาการเหมาะสมร่วมกัน เพราะในกลุ่มอาเซียนส่วนใหญ่มีวิถีการกินที่คล้ายกัน จำเป็นต้องสร้างฐานข้อมูลทางอาหารในประเทศอาเซียน เช่น สร้างค่ามาตรฐานไอโอดีน ค่าโซเดียม ค่าไขมันอิ่มตัว เป็นต้น เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่มีการเก็บข้อมูลว่าผลิตภัณฑ์ของแต่ละประเทศมีค่าโภชนาการอาหารแต่ละประเภทอย่างไร แม้ว่าภายในกลุ่มประเทศอาเซียนจะมีความแตกต่างของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) จากประเทศที่สูงและต่ำที่สุดถึง 50 เท่า แต่มีแนวโน้มของประชากรคล้ายกัน คือ ประชากรสูงอายุมากขึ้น ประชากรวัยแรงงานต่ำลง จึงมีความจำเป็นต้องสร้างความร่วมมือและทำให้เกิดความเข้มแข็งในการรวมตัวเพื่อสร้างการต่อรอง รวมทั้งป้องกันอาหารที่มีสารตกค้างหรือไม่มีคุณค่าโภชนาการจากประเทศต่าง ๆ อาทิจีน อินเดีย นิวซีแลนด์ ซึ่งปัจจุบันเรานำเข้าอาหารจากประเทศเหล่านี้

ด้าน นพ.ทักษพล ธรรมรังสี รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนานโยบายสาธารณสุขระหว่างประเทศ กล่าวว่า ผลจากการประชุมมีประเด็นที่จะนำไปสู่การขับเคลื่อนเชิงนโยบายและนำมาทบทวนมาตรการของประเทศไทยต่อไปได้ คือ 1. มาตรการทางภาษี พบว่า ในหลายประเทศมีการใช้มาตรการทางภาษีเพื่อจัดการอาหารที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ และเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ ซึ่งมีหลักฐานการวิจัยชัดเจนว่าสามารถลดปัญหาโภชนาการเกินได้ แต่จำเป็นต้องศึกษาผลกระทบและทำงานร่วมกับหลายภาคส่วน เพื่อนำข้อมูลไปผลักดันและพัฒนานโยบายต่อไป

นพ.ทักษพล กล่าวว่า 2. เรื่องฉลากอาหาร มีการนำเสนอผลจากการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของฉลากเป็นแบบแสดงค่าพลังงาน ไขมัน น้ำตาล และโซเดียม หรือ GDA โดยพบว่า ร้อยละ 42 ของผู้บริโภคยังไม่ค่อยเข้าใจในการอ่านฉลากอาหาร เมื่อเทียบกับการใช้ฉลากแบบสีสัญญาณไฟจราจรจะเพิ่มความเข้าใจได้มากถึงร้อยละ 80 ดังนั้น จึงควรมีการพัฒนารูปแบบฉลากให้เข้าใจ โดยต้องมีการศึกษารูปแบบที่จะสร้างความเข้าใจได้อย่างง่ายในการตัดสินใจเรื่องอาหาร ซึ่งผู้บริโภคจะต้องเห็นและเข้าใจได้ทันที และ 3. การตลาด พบว่า อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มมีลักษณะเป็นกลุ่มบริษัทที่เป็นเครือข่าย มีเป้าหมายในการประกอบธุรกิจคือ การสร้างกำไรให้แก่หุ้นส่วน โดยการใช้กลยุทธ์การสื่อสารการตลาดทุกรูปแบบ เพื่อเข้าถึงเด็กและเยาวชน จึงมีข้อเสนอต่อภาครัฐว่า ต้องคำนึงถึงการควบคุมการใช้สื่อโฆษณาในสินค้าที่อาจมีผลต่อสุขภาพในเด็ก

ทพญ.จันทนา อึ้งชูศักดิ์ นักวิจัยเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน กล่าวว่า ขณะนี้มีหลายประเทศทั่วโลกใช้มาตรการทางภาษีกับสินค้าประเภทเครื่องดื่มผสมน้ำตาล เช่น น้ำอัดลม โซดา ชา กาแฟ น้ำผักผลไม้ ฯลฯ เพื่อควบคุมปัญหาภาวะโภชนาการเกิน โดยนำภาษีที่ได้ไปแก้ปัญหาโรคที่เกิดจากโภชนาการเกิน แก้ปัญหาโภชนาการเกิน ที่เป็นสาเหตุของโรคไม่ติดต่อสำคัญ ที่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตของประชากร ทั้งโรคอ้วน ความดัน หัวใจ เบาหวาน มะเร็ง ที่สร้างภาระทางด้านค่าใช้จ่ายสาธารณสุขอย่างมาก

สำหรับประเทศไทย เครื่องดื่มที่ไม่ใช่แอลกอฮอล์มีราคาต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับ 17 ประเทศทั่วโลก อย่างไรก็ตาม การเก็บภาษีเครื่องดื่มที่ไม่ใช่แอลกอฮอล์ จำเป็นต้องศึกษาทั้งด้านสุขภาพ ซึ่งมีงานศึกษาจำนวนมากชี้ว่ามีความสัมพันธ์กับภาวะโภชนาการเกิน และศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์ เพื่อหารูปแบบการจัดเก็บภาษี และสร้างความเข้าใจต่อสังคม ทพญ.จันทนา กล่าวทิ้งท้าย
กลับไปที่ ข่าวสาร