แผนงานวิจัยนโยบายอาหารและโภชนาการ เพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ

Food and Nutrition Policy for Health Promotion

Back to Top

มอง “ตลาดเครื่องดื่ม” ก่อนมี “ภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล”

Author: Marketeer

Year: 2016

Category: Nutrition

Source: http://marketeer.co.th/archives/84649

Keywords: ภาษี, เครื่องดื่มรสหวาน

จำนวนผู้เข้าชม: 393

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประมาณการภาพรวมตลาดเครื่องดื่มพร้อมดื่ม ปี 2559 ว่าจะมีมูลค่าอยู่ที่ 225,000-230,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นปริมาณ 8,500-8,600 ล้านลิตร (คาดการณ์บนเงื่อนไขยังไม่มีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตในเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลในปี 2559) โดยหดตัวในเชิงมูลค่าในช่วงร้อยละ 3.2-5.3 เมื่อเทียบกับปีก่อนที่มีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 237,500 ล้านบาท หากแต่ขยายตัวในเชิงปริมาณที่ร้อยละ 1.0-2.2 เมื่อเทียบกับปี 2558 ที่อยู่ที่ 8,415 ล้านลิตร ซึ่งการขยายตัวในเชิงปริมาณแต่หดตัวในเชิงมูลค่าเป็นผลมาจากการทำการตลาด (จัดโปรโมชั่น) ของร้านค้าปลีกในลักษณะ ลด แลก แจก แถม เพื่อกระตุ้นยอดขายเครื่องดื่มพร้อมดื่มในสภาวะกำลังซื้อของผู้บริโภคชะลอตัว ในระยะถัดไป ยังคงต้องติดตามมติคณะรัฐมนตรี หลังสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เสนอให้มีการจัดเก็บ "ภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล"

จับตามติคณะรัฐมนตรี ต่อข้อเสนอ “ภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล”
1.    ในปัจจุบัน มีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตในเครื่องดื่มพร้อมดื่มบางประเภท เช่น โซดา น้ำอัดลม และเครื่องดื่มชูกำลัง ที่อัตราร้อยละ 20-25 ของราคาหน้าโรงงาน หรือ 0.45-0.77 บาท/440 ลบ.ซม. ตามปริมาณ โดยเครื่องดื่มที่ไม่มีน้ำตาลจะเสียภาษีสรรพสามิตในอัตราที่สูงกว่าเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล (โซดาเสียภาษีสรรพสามิตในอัตราร้อยละ 25 ของราคาหน้าโรงงาน ในขณะที่น้ำอัดลมและเครื่องดื่มชูกำลังเสียภาษีในอัตราร้อยละ 20) และมีการยกเว้นการเก็บภาษีสรรพสามิตในเครื่องดื่มบางประเภทที่เป็นไปตามเกณฑ์ที่กรมสรรพสามิตกำหนด เช่น น้ำผักและผลไม้ ชาและกาแฟพร้อมดื่ม
2.    สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ได้เสนอให้มีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตในเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเกินกว่ามาตรฐานกำหนด โดยแบ่งเป็น 2 อัตราตามความเข้มข้นของน้ำตาลในเครื่องดื่มคือ เครื่องดื่มที่มีน้ำตาล 6-10 กรัม/100 มิลลิลิตร ให้จัดเก็บในอัตราร้อยละ 20 ของราคาขายปลีก และ เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลมากกว่า 10 กรัม/100 มิลลิลิตร ให้จัดเก็บในอัตราร้อยละ 25 ของราคาขายปลีก เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังต่างๆที่มาจากการบริโภคน้ำตาล เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ หรือภาวะความดันโลหิตสูง
3.    ถ้าหากการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตตามปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่มมีผลบังคับใช้จะทำให้ราคาเครื่องดื่มที่มีรสหวานเกือบทั้งหมดมีราคาสูงขึ้นร้อยละ 20 – 25 ของราคาขายปลีกในปัจจุบัน
4.    ที่ผ่านมาจากประสบการณ์การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตในอาหารและเครื่องดื่มของหลายประเทศทั่วโลก พบว่า มาตรการทางภาษีจะมีส่วนช่วยเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคก็ต่อเมื่อภาระทางภาษีถูกส่งผ่านไปยังผู้บริโภคในรูปแบบราคาขายปลีกอาหารและเครื่องดื่มที่สูงขึ้นประกอบกับผู้บริโภคมีต้นทุนส่วนเพิ่มในการซื้ออาหารและเครื่องดื่มจากแหล่งอื่นที่ไม่มีการจัดเก็บภาษีสูงกว่าราคาขายปลีกที่เพิ่มขึ้นจากการจัดเก็บภาษีในประเทศ ซึ่งในกรณีของประเทศไทย  พบว่า แนวทางการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตในเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเป็นไปเพื่อให้ราคาขายปลีกหลังมีการจัดเก็บภาษีสูงขึ้นอย่างน้อยร้อยละ 20 ซึ่งก็คือผู้บริโภคจะต้องจ่ายในราคาที่แพงขึ้น นอกจากนี้ กรณีการข้ามพรมแดนไปเพื่อซื้อสินค้าในประเทศข้างเคียงคงไม่เกิดกับประเทศไทยเนื่องจากมีต้นทุนที่สูง ดังนั้น การใช้เครื่องมือทางภาษีในเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลจึงน่าจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคของคนไทยได้ซึ่งเป็นไปตามวัตถุประสงค์
5.    มีข้อสังเกต 2 ประเด็นซึ่งอาจจะเป็นผลที่ตามมาจากการจัดเก็บภาษีดังกล่าว ได้แก่ 1. การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคไปหาเครื่องดื่มทดแทนที่ให้ความหวานเช่นกันแต่ไม่ถูกจัดเก็บภาษี เช่น เครื่องดื่มชงสดตามร้านค้าริมทาง/รถเข็น และ 2. ระยะเวลาที่บังคับใช้เก็บภาษี มองว่า อาจจะต้องเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวได้ รวมถึงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้ออำนวย

 

กลับไปที่ ข่าวสาร