แผนงานวิจัยนโยบายอาหารและโภชนาการ เพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ

Food and Nutrition Policy for Health Promotion

Back to Top

โภชนาการกับสุขภาพ

คำจำกัดความภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน

ผู้ใหญ่ (ตั้งแต่อายุ 19 ปีขึ้นไป) 

ดัชนีมวลกาย (Body mass index, BMI) เป็นค่าที่คำนวณ เท่ากับ น้ำหนักตัวหน่วยเป็นกิโลกรัมหารด้วยความสูงหน่วยเป็นเมตรยกกำลังสอง การแบ่งระดับ BMI ตามเกณฑ์สากลขององค์การอนามัยโลก

สำหรับประชากรในเอเชีย องค์การอนามัยโลกมีข้อเสนอจุดตัดในการแบ่งกลุ่ม BMI ที่ 22.5 แสดงว่าเริ่มมีภาวะน้ำหนักเกินและ 27.5 แสดงว่ามีภาวะอ้วน แทนเกณฑ์ 25 และ 30 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ตามลำดับ สำหรับประชากรในทวีปเอเชีย[1] ซึ่งอาจส่งผลให้ความชุกของภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนในประเทศไทยสูงยิ่งขึ้น

เด็ก (อายุ 0-18 ปี)

ตัวชี้วัดและการวินิจฉัยภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนในเด็กมีความยุ่งยากและหลากหลายกว่าประชากรผู้ใหญ่ โดยกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข[2] ใช้การประเมินภาวะโภชนาการของเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี และ 5-18 ปีดังนี้

เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ประเมินภาวะโภชนาการโดย

1.     ใช้เกณฑ์อ้างอิงน้ำหนัก ส่วนสูงเกณฑ์เก่า เกณฑ์ใหม่ และ NCHS  ซึ่งแสดง 3 ตัวชี้วัด ได้แก่ น้ำหนักตามเกณฑ์อายุ ส่วนสูงตามเกณฑ์อายุและน้ำหนักตามเกณฑ์ ส่วนสูง โดยมีเกณฑ์ตัดสินภาวะโภชนาการดังนี้

ตารางแสดงเกณฑ์ตัดสินภาวะโภชนาการในกลุ่มอายุ 0-5 ปี

  

ตัวชี้วัด

เกณฑ์ตัดสินภาวะโภชนาการ

เกณฑ์เก่า (Gomez)

เกณฑ์ใหม่ (Z-score)

NCHS (Z-score)

น้ำหนักตามเกณฑ์อายุ

- มากกว่าเกณฑ์

ไม่มี

มากเกินเกณฑ์  > +2 SD

> +2 SD

- ปกติ

>90 %

ค่อนข้างมาก  >+1.5 SD ถึง+2 SD

+2 SD ถึง -2 SD

ตามเกณฑ์    +1.5 SD ถึง-1.5 SD

ค่อนข้างน้อย <-1.5 SD ถึง -2 SD

ส่วนสูงตามเกณฑ์อายุ

- ปกติ

>95 %

สูงกว่าเกณฑ์  > +2 SD

> +2 SD

ค่อนช้างสูง  >+1.5 SD ถึง +2 SD

+2 SD ถึง -2 SD

สูงตามเกณฑ์ +1.5 SD ถึง -1.5 SD

 

ค่อนข้างเตี้ย   <-1.5 SD ถึง -2 SD

 

น้ำหนักตามเกณฑ์ส่วนสูง

- ภาวะโภชนาการเกิน

โรคอ้วน >120 %

อ้วน  > +3 SD

> +2 SD

น้ำหนักเกิน >110.3-119.9 %

เริ่มอ้วน  > +2 SD ถึง +3 SD

- ปกติ

> 90 – 109.9 %

ท้วม  >+1.5 SD ถึง +2 SD

+2 SD ถึง -2 SD

สมส่วน  +1.5 SD ถึง -1.5 SD

ค่อนข้างผอม  <-1.5 SD ถึง -2 SD

2.  ประเมินภาวะโภชนาการในด้านความยาวเส้นรอบศีรษะและเส้นรอบอก โดยมีวิธีดังนี้

    2.1 เปรียบเทียบกับค่ามาตรฐานของกรมอนามัย โดยใช้เปอร์เซ็นไทล์ที่ 10 และเปรียบเทียบกับค่ามาตรฐานของ Watson และ Lowrey 

      2.2 คำนวณอัตราส่วนระหว่างความยาวเส้นรอบศีรษะต่อความยาวเส้นรอบอก โดยแบ่งภาวะโภชนาการเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีอัตราส่วนมากกว่า 1 และ กลุ่มที่มีอัตราส่วนน้อยกว่าหรือเท่ากับ 1 

 

เด็กอายุ 5-18 ปี  ประเมินภาวะโภชนาการโดยใช้เกณฑ์อ้างอิงน้ำหนัก ส่วนสูงเกณฑ์เก่า เกณฑ์ใหม่ และ NCHS ซึ่งแสดง 3 ตัวชี้วัด ได้แก่ น้ำหนักตามเกณฑ์อายุ ส่วนสูงตามเกณฑ์อายุ และน้ำหนักตามเกณฑ์ส่วนสูง โดยมีเกณฑ์ตัดสินภาวะโภชนาการดังนี้

  • น้ำหนักเทียบกับอายุ
    • > p10                                      แสดงว่า น้ำหนักปกติ
    • < p10                                      แสดงว่า น้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์
  • ส่วนสูงเทียบกับอายุ
    • > p10                                      แสดงว่า ส่วนสูงปกติ
    • < p10                                      แสดงว่า เตี้ย
  • น้ำหนักเทียบกับส่วนสูง
    • < p3                                        แสดงว่า ผอม
    • p3 ถึง < p10                           แสดงว่า ค่อนข้างผอม
    • p10 ถึง p90                            แสดงว่า ปกติ
    • > p90 ถึง p97                                แสดงว่า น้ำหนักเกิน
    • > p97                                      แสดงว่า อ้วน

 


[1] WHO Expert Consultation. Appropriate body-mass index for Asian populations and its implications for policy and intervention strategies.Lancet 2004 Jan 10; 363(9403): 157-63.

[2] กองโภชนาการ กรมอนามัย. รายงานการสำรวจภาวะอาหารและโภชนาการของประเทศไทยครั้งที่ 5 พ.ศ. 2546. นนทบุรี: กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข; 2549.

 

สถานการณ์ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนของประเทศไทย

                ประชากรเด็กไทยมีความชุกของภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนต่ำกว่าประชากรผู้ใหญ่ และมีความแตกต่างชัดเจนระหว่างช่วงอายุต่างๆ จากการสำรวจภาวะอาหารและโภชนาการของประเทศไทย พ.ศ. 2546 ของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข[1] พบว่า กลุ่มวัยรุ่นมีความชุกของโรคอ้วนคิดเป็นร้อยละ 5 เมื่อใช้เกณฑ์น้ำหนักต่ออายุมากกว่าค่าเฉลี่ยของอายุนั้นบวกกับสามเท่าของ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (mean+3 SD) รองลงมาเป็นทารกต่ำกว่าหนึ่งปี (ร้อยละ 2.6) ส่วนเด็กอายุระหว่าง 1-5 ปีและระหว่าง 6-11 ปีมีความชุกต่ำสุดเท่ากับร้อยละ 1.9

                จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติในปีพ.ศ. 2548-2549[2] ในกลุ่มประชากรเด็กต่ำกว่า 5 ปีพบว่า ความชุกของภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนพบมากในเด็กเพศชาย ในเด็กที่มีภูมิลำเนาในภาคกลางและกรุงเทพมหานคร และในเด็กที่อาศัยในเขตเทศบาล โดยความชุกมีลักษณะไม่คงที่ในกลุ่มช่วงอายุต่างๆ

ตารางแสดงความชุกของภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนในเด็ก 0-5 ปี จากการสำรวจในปีพ.ศ. 2548-2549 จำแนกตามเพศ ภูมิลำเนา ที่พักอาศัย และกลุ่มอายุ

 

น้ำหนักเกิน

อ้วน

รวมทั้งหมด

8.9

3.3

เพศ

ชาย

9.7

3.8

หญิง

8.1

2.8

ภาค

ภาคกลางและกรุงเทพฯ

11.8

5.2

ภาคเหนือ

8

2.2

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

5.6

2.0

ภาคใต้

11.8

4.0

ที่พักอาศัย

เขตเทศบาล

12.7

5.5

นอกเขตเทศบาล

7.4

2.5

กลุ่มอายุ

0.0-0.49 ปี

5.7

1.9

0.5-0.99 ปี

6.4

2.1

1.0-1.99 ปี

10.1

2.5

2.0-2.99 ปี

11.4

4.4

3.0-3.99 ปี

8.4

3.4

              4.0-5.00 ปี

8.6

4.5

หมายเหตุ: เกณฑ์วินิจฉัยภาวะน้ำหนักเกินคือ ดัชนีมวลกายสูงกว่าดัชนีมวลกายตามอายุบวกสองเท่าของส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (mean+ 2 SD) และโรคอ้วนใช้เกณฑ์เท่ากับ mean + 3 SD

แม้จะมีข้อจำกัดในการเปรียบเทียบการศึกษาและสำรวจ แต่สามารถสรุปได้ว่า ความชุกของภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนในประชากรเด็กเพิ่มสูงขึ้นชัดเจน เช่นเดียวกับที่พบในประชากรผู้ใหญ่ เมื่อเปรียบเทียบการสำรวจในเด็กอายุ 3 เดือน-3 ปี ในปีพ.ศ. 2530 พบว่า มีเด็กที่มีภาวะอ้วนเกินเพียงร้อยละ 0.2 [12] แต่กลับเพิ่มสูงเป็นร้อยละ 1.9-4.4 ในปีพ.ศ. 2548-2549 (กลุ่มอายุ 0-3 ปี) [11] หรือเพิ่มขึ้นกว่า 10 เท่าเมื่อใช้เกณฑ์ดัชนีมวลกายมากกว่าดัชนีมวลกายของอายุนั้นบวกสามเท่าของ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน

 


[1] กองโภชนาการ กรมอนามัย. รายงานการสำรวจภาวะอาหารและโภชนาการของประเทศไทยครั้งที่ 5 พ.ศ. 2546. นนทบุรี: กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข; 2549.

[2] การสำรวจพหุดัชนีแบบจัดกลุ่ม (Multiple Indicator Cluster Surveys- MICS) ธันวาคม พ.ศ. 2548-กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549. สำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

 

สาเหตุของภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน

สาเหตุของภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน สาเหตุสำคัญของการเกิดภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนคือ การควบคุมพลังงาน (Energy regulation) ที่ขาดความสมดุลระหว่างการรับและใช้พลังงาน (Energy intake และ energy expenditure) ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนแบ่งได้เป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ พฤติกรรมการบริโภค ได้แก่ การบริโภคอาหารที่ให้พลังงานสูง เช่น ไขมัน น้ำตาล น้ำอัดลม ขนมหวาน และขนมกรุบกรอบ พฤติกรรมการใช้พลังงาน ได้แก่ การมีวิถีชีวิตที่ใช้พลังงานน้อยเพิ่มขึ้น เช่น การชมโทรทัศน์ การใช้คอมพิวเตอร์ และการใช้ยานพาหนะ ปัจจัยส่วนบุคคลเชิงชีวภาพ เช่น ปัจจัยทางพันธุกรรม อัตราเมตาโบลิซึมพื้นฐาน (basal metabolic rate) และความแตกต่างในการตอบสนองต่อสารอาหาร ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม เช่น การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจ ค่านิยมของสังคมต่อวิถีชีวิต และพฤติกรรมของอุตสาหกรรมอาหาร ทั้ง 4 กลุ่มปัจจัยนี้ มีองค์ประกอบที่ทั้งปรับเปลี่ยนได้ ปรับเปลี่ยนได้ยาก และปรับเปลี่ยนไม่ได้ อย่างไรก็ตามการศึกษานี้มิได้วิเคราะห์ถึงกลุ่มปัจจัยส่วนบุคคลเชิงชีวภาพ เนื่องจากเป็นปัจจัยที่ปรับเปลี่ยนไม่ได้ หรือปรับได้ยาก